สวัสดีครับ วันนี้ตั้งหัวข้อล่อเป้าตอนเที่ยงคืน เพราะอยากรู้ว่าคนจะเล่นเวลานี้มากน้อยแค่ไหน
 
---
 
 
 
 
คิดว่าแฟนภาพยนตร์หลายท่านคงคุ้นเคยกับภาพและเพลงในคลิปข้างต้นดี
เพราะการอินโทรหรือนำเรื่องเช่นนี้มีเจ้าเดียวเท่านั้นที่ทำ...Star Wars ของจอร์จ ลูคัส
ซึ่งถือว่าแปลกประหลาด เพราะสตาร์วอร์สนั้นเป็นเรื่องเดียวที่สารถีรู้จัก
อันเป็นภาพยนตร์ก่อน แล้วจึงเขียนออกมาเป็นหนังสือภายหลัง โดยทีมงานลูคัสฟิล์ม*
 
เนื้อเรื่องมีการแบ่งพวกหลักคือเจไดและซิธ เสมือนจอมมารกับผู้กล้า
แม้จะมีกลุ่มดวงดาว กลุ่มบุคคล และกลุ่มมากมายมาบดบังส่วนนี้ แต่ไม่อาจปฎิเสธได้
สตาร์วอร์สเป็นเช่นเรื่องของสงครามตามฉบับแฟนตาซีทั่วไป
เมื่อซิธหรือด้านมืด เข้ารุกรานเจได (สหพันธรัฐ) แสงสว่างจึงตอบโต้แต่ก็ต้านไม่ไหว
ดังนั้นพวกเขาจึงรอผู้กล้า ทั้งผู้กล้า(หน้า..?)อย่างอนาคิน, นายพลโอบีวัน, ลุคและอีกมากมาย
 
แฟนตาซีโฟกัสผู้กล้า แต่ไม่เคยใส่ใจทหารที่อยู่ข้างพวกเขา
 
หลายคนอาจทวงถามว่า สตารวอร์สเป็นแฟนตาซีอย่างไร? สารถีจะเล่าให้ฟัง
 
 
แฟนตาซีนั้นมีแก่นสารคือสงครามและมีวงกว้าง ไซไฟมีแก่นคือวิทยาการและมีวงแคบ
อาทิ แฟนตาซีมักมีโลกใหม่ของตนขึ้นมารองรับจินตนาการของผู้เขียนอย่างเจาะจง
ทว่าทางไซไฟมักเขียนอยู่ในโลกใบเดิมของคนสามัญ และมีวิทยาการเข้ามาเกี่ยวข้อง
 
แล้วสตาร์วอร์สเล่า?
 
หากคุณไม่ถูกภาพของอวกาศ, ดวงดาว, ดาบเลเซอร์, ยานรบ หรือทหารโคลน หลอกจนตามัว
อาจมองเห็นแล้วว่า "โลกสตาร์วอร์ส" เป็นแฟนตาซีเพราะองค์ประกอบครบครัน
สารถีของย่อยไปอีกนิดว่า แฟนตาซีมีรากฐานมาจากจินตนาการของมนุษย์ และมนุษย์ก็คิดไปทั่ว
ดังนั้นของประหลาดมากมาย ทั้งตัวหน้าตาพิลึก สิ่งมีชีวิตหน้าถุงน่อง หรือคนหน้าแดงมีเขา
จึงเกิดจากจินตนาการไร้ขอบเขต และลูคัสฟิล์มก็จัดมันมาผสมกับวิทยาการล้ำยุค
 
แต่หนีไม่พ้นเรื่องสงครามอยู่ดี !
 
 
ขอเล่าเพิ่มอีกเล็กน้อย (ติดลม) เรื่องของเจไดและซิธ
 
 
หลายคนเห็นภาพของดาบเลเซอร์และกระบวนท่ามากมาย ก็วาดฝันว่าตนจะได้ใช้มันบ้าง
แต่กลับมีคนจำนวน น้อยมาก เท่านั้น ที่รู้ว่าทั้งเจไดและซิธเป็น นักบวช
เป็นความจริงที่ดาบนั้นใครก็ใช้ได้ เพียงหากให้พ่อค้าไปใช้มันก็แค่แท่งหลอดไฟมีสีธรรมดา
การจะดึงอานุภาพของดาบออกมาได้ ผู้ใช้ต้องมีการฝึกสมาธิ สงบเยือกเย็น และแน่วแน่พอ
ภายหลังผู้กล้าอย่างอนาคิน แสดงให้เห็นแล้วว่าเขามีสามสิ่งนั้นน้อยเกินไป !
 
ระดับการฝึกสมาธินั้นอาจดึงหลักของศาสนาพุทธ เซน หรือแม้แต่พราหมณ์มาร่วม
ความสงบเยือกเย็นหาได้จากสมาธิของตนที่ฝึกไป
แน่วแน่กับเจตจำนงค์ที่มีมาแต่เริ่มและเชื่อมันให้ถึงที่สุด
 
ผู้ที่ปฎิบัติสามสิ่งนั้นได้น้อยเกินไปเช่นอนาคินก็จะหันเข้าด้านมืดทีละคน
เจไดก็เสมือนพระบรรลุสัจธรรมและมีจำนวนน้อย ซิธกลับเหมือนพระที่อาศัยชื่อเอาความเคารพ
 
แต่ไม่มีใครเข้าใจความคิดจุดนี้ของผู้สร้าง และหันไปสนแต่การดวลดาบเลเซอร์
เจไดจึงกลายร่างเป็นเส้าหลินอวกาศไปเสียฉิบ !
 
---
 
"ทุกอย่างที่มนุษย์ค้นหา อยู่ในหัวของพวกเขาเอง"
สารถี 
 
 * วิกิพีเดีย-สารานุกรมเสรี ว่ามาเช่นนั้นครับ

Comment

Comment:

Tweet